ระบบการบริหารสารสนเทศ (MIS)

Wednesday, February 02, 2005

10 เว็ปน่าสนใจกับกฎหมายน่ารู้

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน

วันนี้ผมมีเว็ปไซท์ที่รวบรวมเรื่องกฎหมาย เรื่องขององค์กรที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงใครที่สนใจที่จะหาทนาย ที่นี่เรามีมานำเสนอ เพื่อเพื่อน ๆ และผู้ที่สนใจจะได้นำมาใช้หาข้อมูล และใช้ประโยชน์กันได้อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาด้วย เราลองมาดูกันนะครับว่ามีเว็ปไหนที่น่าสนใจกันบ้าง

เว็ปแรก เป็นเว็ปไซต์รวมกฏหมายทุกประเภท ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกรมและกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับกฏหมาย สถาบันและห้องสมุดกฏหมาย เชิญคลิ๊กไปได้ที่ http://www.kodmhai.com
และ ถ้าเป็นเว็ปที่ให้บริการด้านกฎหมายอีกหนึ่งเครือข่ายข้อมูลด้านนิติบัญญัติ ก็เห็นจะเป็นเว็ปนี้ละครับ
http://legislation.parliament.go.th เว็ปนี้เปิดบริการด้านข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา และกฎหมายที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา รวมถึงขั้นตอนการตรากฎหมายครับ
อีกเว็ปไซต์หนึ่งที่ให้ความน่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ เว็ปของศาลรัฐธรรมนูญ เว็ปนี้พวกท่านลองเข้าไปอ่านไปชมกันดูนะครับว่าบางส่วนของ คำวินิจฉัย การตีความ และขั้นตอนการพิจารณา ข่าวสารเกี่ยวกับรัฐธรรนูญนั้นมีอะไรบ้าง ผมคิดว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียวในการที่จะนำมาใช้ในการประกอบอาชีพที่ต้องมีความรู้ด้านกฎหมายเป็นส่วนประกอบหลัก http://www.concourt.or.th เมื่อรู้เรื่องศาลรัฐธรรมนูญแล้วนอกจากนี้ผมยังมีเว็ปที่เป็นกฎหมายเฉพาะด้านให้อีก นั่นก็คือเว็ปที่เป็นเรื่องของการอุทรณ์ และเมื่อเราจะอุทรณ์ ก็ต้องรู้ว่าจะทำการอุทรณ์ได้อย่างไรเมื่อท่านไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมของเสนอท่านไปคลิ๊กที่เว็ป http://www.law2day.com เว็ปนี้จะให้ท่านคลายข้อข้องใจเกี่ยวกับกฎหมายอุทรณ์ที่น่าสนใจ การฟ้องคดีปกครอง พร้อมทั้งบทความที่เกี่ยวกับกฎหมายให้ท่านได้ศึกษากันต่อไปครับ
ส่วนท่านผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลและบริการการปรึกษาก็ต้องเป็นเว็ปสำหรับให้ข้อมูลด้านกฎหมายออนไลน์และบริการด้านกฎหมาย ทนายความ ที่ปรึกษาด้านการทำสัญญาและปัญหากฎหมายที่น่าสนใจอีกหนึ่งชื่อที่จะทำการนำเสนอคือ http://www.pamook.com นี่ล่ะครับ
นอกจากนี้ยังมีเว็ปที่จัดการและทำการรวมตัวบทกฎหมาย รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ด้านกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง กฎหมายมหาชนด้านเศรษฐกิจให้อีกเครือข่ายสำหรับท่านที่ต้องการค้นหากฎหมายมหาชน และบทความที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงกฎหมาย เวทีทรรศนะที่ให้ท่านเข้าไปดูได้ที่ http://www.pub-law.net นอกจากนี้ยังมีบริการด้านหนังสือให้อีกด้วยนะเออชักสนใจแล้วสิ ว่าจะมีเว็ปไหนให้ได้เข้าไปเยี่ยมเยียนกันอีก เอ้าว่ากันต่อด้วยการจัดหาทนายกันบ้างดีกว่า จะว่ากันถึงทนายนี่ไม่ใช่เคสธรรมดาแน่ ๆ ใช่ไหมครับท่านผู้อ่าน เรามาดูกันดีกว่าว่าผมจะมีเว็ปไหนให้ได้เข้าไปดูกันอีก เอ้าเริ่มบรรเลงกันด้วยเว็ปนี้ก่อนละกัน http://www.lawsociety.or.th เว็ปของสภาทนายความใครที่ไม่ได้เป็นทนายไม่เป็นไรครับเข้าไปดูได้เว็ปนี้เค้าให้บริการด้านทนาย ก็อย่างที่บอกอยู่ นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลในการหาทนายที่ดี รวมทั้งแบบฟอร์มคำขอ หนังสือต่าง ๆ บทความ หรือข่าวประชาสัมพันธ์ แหล่งงานกฎหมาย ข้อแนะนำ และอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมาก เอ้ายังไม่หมดว่ากันต่อด้วยทนายป๊อดกับกฎหมาย อืมห์ชื่อเหมือนเพื่อนผมเลย แต่ไม่ใช่นะครับอย่าเข้าใจผิด เว็ปของทนายป๊อดกับกฎหมายนี้เป็นเว็ปที่ให้ความรู้อีกเว็ปหนึ่งทีให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน ผมเคยแนะนำเว็ปกฎหมายไว้ข้างต้นก็มากพออยู่แต่อันนี้ยัง เรื่องของกฎหมายแรงงาน พรบ. คุ้มครองแรงงาน ของทนายป๊อดเว็ปนี้นอกจากจะให้ข้อมูลแล้วยังให้ท่านผู้อ่านได้เข้าไปถามข้อสงสัยผ่านทาง
อีเมลได้อีกด้วย ที่ tanaypod@asianet.co.th ต่อมาเป็นเรื่องของสำนักกันบ้าง สำนักอะไรล่ะ ก็คงจะยังไม่พ้นเรื่องของกฎหมายและบริการด้านกฎหมายอยู่ดีล่ะครับท่านผู้อ่าน สำนักที่จะแนะนำก็คือ สำนักกฎหมายเสรี http://www.sereelaw.com ของอาจารย์ เสรี สุวรรณภานนท์ สว.กรุงเทพ รับปรึกษากฎหมาย ว่าความพร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่าง ๆ รับเจรจาประนอมหนี้ รับจ้างบังคับคดี และแนะนำสำนักกฎหมายอื่นให้อีกด้วย สุดท้ายแล้วนะครับกับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีส่วนร่วมในเรื่องของกฎหมาย เห็นจะเป็นนักสืบ หลายท่านคงจะงงว่า แล้วนักสืบมาเกี่ยวอะไรด้วย ลองนึกดูสิครับว่าถ้าเราทำผิดหรือไม่ทำผิดก็ตามแต่ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของคดีแล้วล่ะก็ นักสืบมีส่วนช่วยอย่างมากในการหาหลักฐานและข้ออ้างอิงเพิ่มเติมให้กับเราได้ในขณะที่เราไม่สามารถทำหรือสืบหาได้ นอกเหนือจากการใช้ความสามารถของตำรวจ หรือต้องการหาข้อมูลบางอย่างเพื่อใช้ในการยืนยันความคลุมเครือให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขอเสนอ http://www.bangkokdetective.com หรือ กรุงเทพนักสืบ ในส่วนนี้เค้าให้บริการติดตามคนหาย ทรัพย์สินหาย ติดตามแหล่งผลิตและจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ สินค้าปลอม บริการด้านธุรกิจอย่างเช่น
หาแหล่งผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอม หรือหาตัวผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ สอบประวัติหรือตรวจสอบความไว้วางใจหุ้นส่วนหรือพนักงาน หาข้อมูลการทำธุรกิจของคู่แข่งขัน ความเคลื่อนไหวหรือยุทธวิธีของคู่แข่งตรวจสอบเบื้องหลังหรือความน่าเชื่อถือของคู่ค้าหรือผู้ร่วมทุน ตรวจสอบทรัพย์สินหรือหลักฐานกรรมสิทธิ์ของบุคคลและนิติบุคคล ตรวจสอบการทุจริตหรือความรั่วไหลหรือการบ่อนทำลายภายในองค์กร
บริการส่วนตัวอย่างเช่น
ตรวจสอบพฤติกรรมของคนรัก คู่สมรสหรือบุคคลในปกครอง พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง อาชีพ วันเกิด ฐานะ สถานะภาพการสมรส ข้อมูลครอบครัว ฯลฯ สืบหาที่อยู่ ที่ทำงาน หมายเลขโทรศัพท์ เพจเจอร์ ยานพาหนะ
ตรวจสอบประวัติส่วนตัว หรือประวัติการทำงาน หรือสืบเบื้องหลังบุคคล ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ บุคคลหรือสถานที่ หรือยานพาหนะ สืบหาหลักฐานหรือพยานเพื่อฟ้องคดีหรือสู้คดี สืบหาบุคคลสูญหายหรือหลบหนี หรือสืบหาทรัพย์สิน

เป็นยังไงกันบ้างครับน่าสนใจมากเลยทีเดียว ลองใช้บริการดูนะครับผมหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านทุกท่านได้เป็นอย่างดี ส่วนวันนี้ต้องขอขอบคุณและลาไปก่อน สวัสดีครับ

สาระน่ารู้ กับ 10 ขั้นตอนป้องกันคอมพิวเตอร์ติดไวรัส

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน

อีกเช่นเคยนะครับกับสาะน่ารู้ โอกาสนี้ผมขอนำเสนอเรื่องของการป้องกันไวรัสแบบง่ายให้ท่านผู้อ่านทราบกัน เนื่องจากเจ้าไวรัสคอมพิวเตอร์เนี่ยมีผลทำให้ระบบสารสนเทศของพวกท่านเสียหายได้ เพราะส่วนใหญ่เราใช้คอมฯ เป็นตัวช่วยผลิตงานสารสนเทศออกมาให้เห็นกัน เนื้อหาก็มีดังนี้ล่ะครับเชิญศึกษากันได้

การป้องกันภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ด้วยตัวเอง มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:-
1.ติดตั้งซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ ซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสจะทำการสแกนและตรวจจับโปรแกรมที่มีชื่อตรงกับฐานข้อมูลรายชื่อไวรัสที่ซอฟท์แวร์บรรจุอยู่ รวมถึงไฟล์แนบที่มากับอีเมล์ซึ่งดูไม่ปลอดภัย และเครื่องหมายเตือนภัยอื่น ๆ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัยจากไวรัส
2.ไม่ควรเปิดไฟล์แนบโดยอัตโนมัติ หลีกเลี่ยงการตั้งค่าในโปรแกรมอีเมล์ให้ดาวน์โหลดไฟล์โดยอัตโนมัติ เพื่อจะได้ตรวจสอบและสแกนไฟล์แนบให้เรียบร้อยก่อนดาวน์โหลด สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ ตัวเลือกความปลอดภัย (Safety Option) ในโปรแกรมอีเมล์ หรือ รายการโปรด (Preferences Menu) และทำตามขั้นตอนที่ระบุ
3.สแกนไฟล์แนบที่มาพร้อมอีเมล์ ไฟล์แนบทุกไฟล์ในอีเมล์รับเข้าจะต้องได้รับการสแกนโดยซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสทุกครั้งเสมอ ถึงแม้ว่าจะมาจากผู้ส่งที่รู้จัก โค้ดร้าย เช่น โทรจัน สามารถแฝงตัวเข้าสู่ระบบได้อย่างง่ายดายเพียงเพราะเราไม่ระมัดระวังในการเปิดไฟล์เหล่านั้น
4.ปกป้องเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ทันท่วงที ปรับตั้งซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสให้ทำงานโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่เปิดเครื่องและระหว่างการใช้งาน ในกรณีที่คุณลืมเปิดการใช้งานของซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัส กำหนดค่าให้ซอฟท์แวร์เปิดใช้งานโดยตัวมันเอง เพียงแค่นี้ก็จะช่วยให้ท่านได้รับการปกป้องได้ทันทีทันใด
5.หมั่นอัพเดทซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ โปรแกรมป้องกันไวรัสจะมีประสิทธิภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความถี่ที่โปรแกรมได้รับการอัพเดท ไวรัสสายพันธ์ใหม่ ๆ หนอนคอมพิวเตอร์ และโทรจันถือกำเนิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน และการกลายพันธ์ของมันเพิ่มขีดความสามารถในการแฝงเข้าสู่ระบบที่ซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสไม่ได้รับการอัพเดท
6.ห้ามดาวน์โหลดโปรแกรมจากเว็บไซด์ ไม่ควรดาวน์โหลดไฟล์ที่ไม่มั่นใจว่าปลอดภัยหรือไม่ รวมทั้ง
ฟรีแวร์, โปรแกรมรักษาจอภาพ, เกมส์ และโปรแกรมที่ลงท้ายด้วย .exe หรือ .com อาทิเช่น coolgame.exe ถ้าคุณจำเป็นต้องดาวน์โหลดไฟล์จากอินเตอร์เน็ท ควรสแกนทุกโปรแกรมก่อนการนำไปใช้
7.ห้ามบูทเครื่องโดยตรงจากแผ่นดิสเก็ต แผ่นดิสเก็ตหรือฟลอปปี้ดิสก์เป็นสื่อที่ไวรัสคอมพิวเตอร์แพร่กระจายได้ง่ายที่สุด ถ้าคุณเปิดใช้ไฟล์ในดิสเก็ต ควรนำแผ่นดิสเก็ตออกทุกครั้งหลังจากปิดเครื่อง มิเช่นนั้นเมื่อคุณเปิดเครื่องเพื่อใช้งานในครั้งต่อไปในขณะที่แผ่นดิสเก็ตยังคงค้างอยู่ในช่องใส่ เครื่องจะทำการบูทโดยอัตโนมัติจากแผ่นดิสเก็ต และจะทำให้ไวรัสคอมพิวเตอร์แฝงเข้าสู่เครื่องได้โดยไม่รู้ตัว
8.สแกนแผ่นดิสเก็ตก่อนการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแผ่นดิสก์ถูกนำไปใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ แผ่นดิสก์ของคุณสามารถติดไวรัสจากระบบเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย และแพร่กลับสู่ระบบเครือข่ายของคุณได้ ดังนั้นการสแกนไฟล์ในแผ่นดิสเก็ตก่อนการเปิดใช้งานจะช่วยป้องกันการติดไวรัสคอมพิวเตอร์ได้
9.ใช้วิจารณญาณของตนเอง ถ้าคุณรู้สึกว่าไฟล์นั้นดูน่าสงสัยหรือไม่ชอบมาพากล ก็ควรลบไฟล์นั้นทิ้งเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไฟล์นั้นมาจากแหล่งที่ดูไม่น่าไว้วางใจ
10.ปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติที่ดีเลิศ (Best Practice) สำหรับการป้องกันความปลอดภัย จะเห็นได้ว่าขั้นตอนหลายอย่างถูกกำหนดให้เป็นวิธีปฏิบัติที่ดีเลิศในการป้องกันไวรัสและภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ อาทิเช่น มาตรการในการป้องกันรหัสผ่าน, ไม่เปิดไฟล์เพื่อใช้งานร่วมกัน, ยกเลิกการให้บริการที่ไม่จำเป็นเช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์หรือ เน็ตเวิร์คโปรโตคอล, ยกเลิกการใช้สคริปต์ในโปรแกรมอีเมล์ถ้าไม่มีการใช้งาน, และที่สำคัญควรดาวน์โหลดชุดคำสั่งเพิ่มเติมฉบับปัจจุบันสำหรับโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ใช้กับแอพพลิเคชั่นทุกประเภทที่คุณใช้งานเป็นประจำ

ครับเมื่อทราบกันดังนี้แล้วก็หาทางป้องกัน กันเอาไว้ก่อนเป็นดีที่สุดนะครับ สวัสดีครับ
อ้างอิงจาก http://www.industry.go.th/min/know/Virus_Prot.htm



สาระน่ารู้

น้ำเสียหรือไม่...โปรดสังเกต "สัตว์น้ำ"
"น้ำ" เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงค์ชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่ในครัวเรือนไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ทรัพยากรน้ำต้องการเวลาในการหมุนเวียนตัวเองให้ดำรงซึ่งปริมาณและคุณภาพ แต่จำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อัตราต้องการใช้ทรัพยากรน้ำมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับคุณภาพน้ำที่ ลดต่ำลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ เวลาของน้ำที่จะใช้ในการหมุนเวียนตัวเองจึงลดน้อยลง ปรากฏการณ์ของระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมจึงเกิดขึ้น พร้อมกับ โยงใยไปสู่ปัญหาสุขภาพอนามัยเป็นวัฏจักร
เมื่อเป็นดังนี้ มนุษย์จึงควรใส่ใจต่อการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ป้องกัน แก้ไข และร่วมมือกันรักษาคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ เป็นการทดแทนให้กับระยะเวลาในการหมุนเวียนตัวเองของทรัพยากรน้ำ การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ จะต้องมีการประเมินคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีทั้งการใช้มาตรฐานการวิเคราะห์ทางเคมีกายภาพ โลหะหนัก แบคทีเรีย และวิธีการทางชีวภาพ หรือ Biomonitoring Biomonitoring เป็นวิธีที่ใช้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำมาเป็นตัวชี้วัดคุณภาพน้ำ ได้แก่ สัตว์หน้าดินที่อาศัยหรือแทรกตัวอยู่ในตะกอนท้องน้ำ เช่น ไส้เดือนน้ำจืด หอย กุ้ง ปู และตัวอ่อนของแมลง อาทิ ตัวอ่อนแมลงชีปะขาว แมลงปอ หนอนแดง เป็นต้น เหตุเพราะสัตว์น้ำเหล่านี้พบได้ ทั่วไปในทุกแหล่งน้ำ เป็นสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้น้อยทำให้มีแนวโน้มอาศัยอยู่ในสถานที่เดียว และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแหล่งน้ำ โดยตรง มีความไวต่อการถูกรบกวนและฟื้นตัวช้า ดังนั้นแม้เวลาจะผ่านไปก็สามารถตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ที่สำคัญคือสัตว์น้ำเหล่านี้ อยู่ในลำดับต้นๆของห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสามารถบ่งบอกสถานะของคุณภาพน้ำและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้ ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่สูงส่ง มีเพียง 2 ตา ก็สามารถช่วยกันเฝ้าระวังและดูแลคุณภาพน้ำได้ แหล่งน้ำในท้องถิ่นของท่าน เพื่อนๆ ตัวน้อยเหล่านี้ยังอยู่ดีกินดี หรือล้มหายตายจากไปหมดแล้ว!!!

การเลือกซื้อแปรงสีฟันอย่างชาญฉลาด
ปัจจุบันเราจะเห็นแปรงสีฟันหลากหลายชนิดและยี่ห้อ วางขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป แล้วพวกเราทราบหรือไม่ว่าแปรงสีฟันที่วางขายเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการขจัดคราบจุลินทรีย์ ลดอาการของการเกิดโรคเหงือกและไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อในช่องปากได้จริงตามที่โฆษณาหรือไม่ !!! จากข้อสงสัยในประสิทธิภาพแปรงสีฟันกว่า 100 ชนิด ที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปขณะนี้ ซึ่งมีการออกแบบรูปร่างหลากหลาย กรมอนามัยโดยกองทันตสาธารณสุข จึงได้ทำการศึกษาถึงประสิทธิภาพแปรงสีฟันรุ่นที่ขนแปรงมีปลายเรียวแหลม และรุ่นที่ขนแปรงมีปลายแตกเป็นพู่ เปรียบเทียบกับแปรงสีฟันที่ผลิตขึ้นตามมาตรฐานวิชาการของกรมอนามัย ในกลุ่มนักเรียนพยาบาลที่มีสุขภาพช่องปากดี จำนวน 90 คน แบ่งศึกษาเป็น 3 กลุ่มเท่า ๆ กัน โดยทุกกลุ่มใช้แปรงสีฟันคนละชนิดเป็นเวลา 30 วัน และมีการแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง รวมทั้งใช้ยาสีฟันชนิดเดียวกัน พบว่า แปรงสีฟันทั้ง 3 ชนิด ไม่ทำอันตรายต่อเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก ลดอาการเหงือกอักเสบลงได้ ทั้งยังไม่พบความแตกต่างในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ระหว่างแปรงสีฟันทั้ง 3 ชนิดที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งประเมินได้จากจำนวนแผลในช่องปาก คราบจุลินทรีย์ และดัชนีเหงือกอักเสบก่อนและหลังการแปรงฟัน
การศึกษาครั้งนี้ยังสนับสนุนรายงานการศึกษาอื่นที่ระบุว่า การแปรงฟันอย่างมีประสิทธิภาพเป็นประจำทุกวัน มีความสำคัญมากกว่ารูปร่างของแปรงสีฟัน แต่การที่ผู้บริโภครู้สึกว่าแปรงสีฟันรูปแบบใดทำให้แปรงฟันได้สะอาดหรือจับถนัดมือกว่า จะส่งผลดีในแง่การส่งเสริมให้ผู้บริโภคสนใจการแปรงฟัน ทั้งนี้ หากเราคำนึงถึงเรื่องราคากับประสิทธิภาพของแปรงสีฟันที่ไม่ค่อยแตกต่างกันมากเท่าไรในแต่ละชนิด อาจช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อไม่มากน่าจะพิจารณาถึงคุณภาพของแปรงสีฟันเปรียบเทียบกับราคาที่ต้องจ่ายไปให้มากยิ่งขึ้น โดยดูรายละเอียดบนฉลากประเภทของแปรงสีฟันแต่ละชนิด ที่ต้องระบุสถานที่ผลิต คุณสมบัติที่ชัดเจนและเลือกตามวัยของผู้ใช้ แบ่งเป็นแปรงสีฟันสำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ การซื้อแปรงสีฟันใหม่ทุกครั้ง อย่าลืมดูฉลากด้วยว่า ปลายเส้นขนแปรงมีการมนปลายเพื่อลดความคมของเส้นไนล่อนด้วยหรือไม่ เพราะหากไม่มีการมนปลายจะทำอันตรายต่อเหงือกเวลาเราแปรงฟันได้ และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสมกับตนเอง หรือปัญหาทางทันตสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถโทรศัพท์สอบถามข้อมูล ข้อแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของกรมอนามัย ได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ 590-4116, 590-4126 ทุกวันราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00

การเลือกรับประทานอาหารในหน้าร้อน
ตอนนี้ย่างเข้าหน้าร้อนแล้ว อากาศที่ร้อนมาก ๆ จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้บางคนได้รับอันตรายเนื่องจากสภาพอากาศร้อน หรือเป็นโรคที่เกิดจากความร้อนขึ้นมาได้ ในเรื่องของอาหารก็เหมือนกัน มักจะพบปัญหาในหน้าร้อน คือ อาหารเป็นพิษ เมื่อกินเข้าไปก็เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ ดังนั้น ในหน้าร้อนนี้เราควรมีข้อควรระวังในการปฏิบัติในเรื่องอาหาร ดังนี้
1. การกินอาหารในหน้าร้อนก็คงเหมือนการกินอาหารในหน้าหนาว และหน้าฝน คือ ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลายมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ร่วมกับการออกกำลังกายด้วย คือให้ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติในการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย
2. การปรุงอาหารในแต่ละครั้งในหน้าร้อนนี้ ไม่ควรปรุงอาหารคราวละมาก ๆ เนื่องจากถ้ามีอาหารเหลือแล้วเก็บไว้อาหารจะเสียง่าย เพราะอุณหภูมิในหน้าร้อนจะเป็นอุณหภูมิที่กำลังพอเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์
3. อาหารที่เหลือเก็บไว้ก่อนนำมารับประทานควรดูให้แน่ใจเสียก่อนว่าอาหารนั้นไม่บูดหรือเสีย เพราะถ้าอาหารบูดหรือเสียแล้วนำมาบริโภคจะทำให้ผู้บริโภคท้องเสียได้ โดยถ้าเป็นอาหารที่มีกะทิ เช่น แกงที่ใส่กะทิ อาจจะสังเกตได้ง่าย ๆ คือ จะมีฟองอากาศอยู่ ถ้าเป็นอาหารชนิดอื่น ๆ จะต้องสังเกตให้ดีก่อน และห้ามใช้วิธีการชิมเป็นการทดสอบว่าอาหารนั้น บูดหรือเสีย
4. การเลือกซื้ออาหารปรุงสำเร็จหรืออาหารถุง ควรเลือกซื้อจากร้านอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และถ้าทิ้งระยะเวลานานก่อนนำมารับประทานควรนำมาอุ่นอีกครั้ง
5. ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปกับเหงื่อ ถ้าเป็นน้ำแข็งยูนิคควรเลือกซื้อที่มีเครื่องหมาย อย. ถ้าเป็นน้ำแข็งบดก่อนนำมารับประทานต้องล้างสิ่งสกปรกที่ติดมากับน้ำแข็งออกก่อน
6. อาหารทะเลในหน้าร้อนมักจะมีคนถามหา เพราะจะมีการไปพักผ่อนตามชายทะเลจึงขาดไม่ได้ที่จะบริโภคอาหารทะเล และก็มีให้เลือกซื้อเลือกกินมากมาย แต่ก็ต้องระมัดระวังไว้บ้าง โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนถ้าไปกินตามร้านก็ให้เลือกกินอาหารที่ปรุงใหม่ สุก ไม่ควรกินแบบสุก ๆ ดิบ ๆ อย่างไรก็ตามอาหารทะเลในหน้าร้อนมักไม่สด และมีสารเคมีที่เป็นพิษ เพราะในหน้าร้อน ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นมีผลต่อการเพิ่มพิษตามธรรมชาติ เช่น พิษจากแพลงตอน ซึ่งเป็นอาหารตามธรรมชาติของสัตว์ทะเล เมื่อสัตว์ทะเลกินเข้าไปสะสมในตัวและคนนำมาบริโภคก็อาจจะเกิดเป็นพิษได้
อย่างไรก็ตามหน้าร้อนนี้ ควรใส่ใจในการกินอาหารเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ชีวิตและให้หน้า ร้อนนี้เป็นหน้าร้อนที่มีความสุขสำหรับทุกคนในครอบครัว

ครับเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงเกล็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หยิบยกขึ้นมาจาก กรมอนามัย อยากรู้ข้อมูลด้านสาธารณะสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คลิ๊กไปที่ http://www.anamai.moph.go.th เพื่อสุขภาพและสาธารณะสุขที่ดีขึ้นครับ

กระบวนพยุหยาตราชลมารค


กระบวนพยุหยาตราชลมารคคืออะไร
กระบวนพยุหยาตราชลมารค หมายถึง ริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่างๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี ซึ่งได้ ประกอบการมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว และสืบทอดต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ และได้มีมาจนปัจจุบัน แต่เดิมกระบวนพยุหยาตราสถลมารค เป็นการเสด็จพระ ราชดำเนินเพื่อประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ที่สำคัญ เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญ จากหัวเมืองเข้ามาประดิษฐานในเมืองหลวง ตลอดจนการต้อนรับราชทูตจากต่างประเทศ และการพระบรมศพ เป็นต้น
การจัดกระบวนพยุหยาตราสถลมารคนี้ กล่าวได้ว่าวิวัฒนาการมาจากการจัดกระบวนทัพเรือในยามที่ว่างศึกเพื่อเป็นการฝึกซ้อมเรียกระดมพล โดยที่กองเรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม มีการ ประโคมดนตรีไปในกระบวนเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน และพลพายเกิดความฮึกเหิมอีกด้วย ทั้งยังจัดเป็นการแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของชาติ และพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้ทรงแสดงพระบารมีแผ่ไพศาล เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญและเป็นที่พึ่งแด่พสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

โดยทั่วไปการจัดริ้ว กระบวนได้แบ่งออกเป็น ๒ แบบ เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราใหญ่ ซึ่งจัดเป็น ๔ สาย และระบวนพยุหยาตราน้อย จัดเป็น ๒ สาย การจัดริ้วกระบวนมีกระบวนการจัดแบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือ กระบวนนอกหน้ากระบวนในหน้า กระบวนเรือพระราชยาน กระบวนในหลังและกระบวนนอกหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยความสวยงาม ความโอ่อ่าตระการตา และความมีระเบียบสมกับเป็นประเพณีของชาติที่มีอารยธรรมอันสูงส่งมาแต่โบราณกาล
เรือพระราชพิธี หมายถึง เรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่ประทับในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ใดที่หนึ่งโดยทางน้ำเรือพระที่นั่งนี้จะแวดล้อมแห่แหนด้วยริ้วกระบวนเรือของขุนนาง และทหารในกอง กรมต่างๆ ที่เรียกว่า เรือหลวง มีการจัดเรียงลำดับเรือต่างๆ ตามแบบแผนของการจัดทัพที่มีมาแต่โบราณ

ความเป็นมาของเรือพระราชพิธีเป็นอย่างไร
บรรดาเรือหลวงที่มีไว้ใช้ในราชการนั้นได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้มีพอแก่ราชการ เช่น การเดินทางติดต่อส่งข่าวสาร การใช้เป็นพาหนะทางน้ำเพื่อเดินทางไปในที่ต่างๆ ตลอดจนการใช้เป็นเรือรบขับไล่ ข้าศึกที่มารุกราน และการขนส่งบรรทุกทหารและยุทโธปกรณ์ เพื่อไปปราบปรามบรรดาหัวเมืองที่อยู่ริมน้ำหรือริมทะเล ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าการเดินทางทางบก
สำหรับเรือหลวงที่นำมาใช้ในพระราชพิธีนั้น ส่วนมากจะเป็นเรือที่มีความใหญ่และยาวพอสมควร สามารถใช้ฝีมือไปได้เร็ว จึงมักมีรูปเพรียว และเดิมใช้เป็นเรือรบประเภทขับไล่เสียมาก ซึ่งแต่ เดิมเรือรบทางแม่น้ำมี ๔ ชนิด คือ เรือแซ เรือไชย เรือศีรษะสัตว์ และเรือกราบ มีการสร้างเรือรบขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. ๒๐๙๑ - ๒๑๑๑) โดยโปรด ให้ดัดแปลงเรือแซ ซึ่งเป็นเรือลำเลียงสำหรับใช้บรรทุกทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ ให้เป็นเรือไชยกับเรือศีรษะสัตว์โดยได้วางปืนใหญ่ประเภทปืนจ่ารงให้ยิงได้จากหัวเรือ ซึ่งจัดว่าเป็นต้นแบบของ เรือรบในสมัยต่อมา เรือแซนั้นเป็นเรือยาว ใช้ตีกรรเชียงประมาณลำละ ๒๐ คน ส่วนเรือไชย และเรือศีรษะสัตว์ เป็นเรือยาวแบบเรือแซ แต่เปลี่ยนกรรเชียงเป็นใช้พาย และบรรทุกทหารให้ลงประจำเรือได้ ลำละ ๖๐-๗๐ คน ซึ่งเมื่อเป็นพายแล้วไปได้รวดเร็วกว่าเรือแซ และให้ชื่อใหม่ว่า "เรือไชย"
เรือศีรษะสัตว์นั้นสร้างแบบเดียวกับเรือไชย แต่ให้ทำหัวเรือกว้างสำหรับเจาะช่องตั้งปืนใหญ่ได้เหนือช่องปืนขึ้นไปทำเป็นรูปสัตว์ เช่น ครุฑ ลิง (กระบี่) อันเป็นเครื่องหมายของกองต่างๆ ในกระบวนทัพ สำหรับเรือแซเดิมก็ยังคงใช้เป็นเรือสำหรับลำเลียงอาหารและอาวุธเช่นเดิม

ต่อมาก็มีเรือกราบขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ใช้การแบบเรือไชย แต่แล่นได้เร็วกว่า อย่างไรก็ตาม ในเวลาว่างศึกสงคราม พระเจ้าอยู่หัวแต่ละพระองค์มักจะโปรดให้ใช้กระบวนทัพเรือเสมอ โดยเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศล เช่น ทอดผ้าพระกฐิน หรือเสด็จนมัสการพระพุทธบาท โดยถือว่าเป็น การฝึกซ้อมเรียกระดมพลไปด้วยกองเรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม มีการแก้ไขดัดแปลงเพิ่มเติมขึ้นอีก ในสมัยหลังจึงมีเรือกิ่ง และเรือศรี ซึ่งก็เป็นการตกแต่งเรือไชย ด้วยการสลักลวดลายให้สวย งามขึ้น เรียกว่า เรือพระที่นั่งกิ่ง และเรือศรี ถ้ามีการตั้งบุษบกและตกแต่งยิ่งขึ้นเรียกว่า เรือพระที่นั่งศรี หรือเรือศรี

ครับถ้าอยากดูเนื้อหาและรูปประกอบที่น่าสนใจมากกว่านี้ คลิ๊กไปที่ http://kanchanapisek.or.th ครับ เพราะนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ใช้มาอ้างอิงเท่านั้นครับ

โครงการโน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา

ยังรอคอยและอยู่ในความสนใจของบรรดานิสิต นักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กับ "โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา" หลังจากมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการและมีพิธีลงนาม ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ภาคเอกชนผู้ประกอบการธุรกิจคอมพิวเตอร์ 7 บริษัทและธนาคารออมสิน ไปตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548

โครงการดังกล่าว สกอ. จะเป็นผู้คัดเลือกบริษัทผู้ประกอบการด้านธุรกิจคอมพิวเตอร์ ที่เหมาะสมเข้าร่วมโครงการ เพื่อขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้กับนิสิต นักศึกษา ในราคาพิเศษ ตามที่ สกอ. ได้กำหนดคุณลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ และที่สำคัญ คือ นิสิต นักศึกษา สามารถขอใช้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสินได้ด้วย

ส่วนรายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข การให้สินเชื่อแก่นิสิต นักศึกษา เพื่อซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กนั้น ในเบื้องต้น สกอ. ทำข้อตกลงกับ ธนาคารออมสิน ไปแล้ว โดยระบุว่า ผู้กู้ต้องเป็นนิสิต นักศึกษา ที่มีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 2.50 หรือ เป็นบิดา มารดา หรือ ผู้ปกครอง ของนิสิต นักศึกษา ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด โดยจะให้กู้ตามที่จ่ายจริงรายละไม่เกิน 40,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.25% ต่อปี ส่วนการชำระเงินกู้ สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งต้องรวบรวมจากผู้กู้นำส่งธนาคารเป็นรายเดือน โดยธนาคารจะมอบเงินให้สถาบันการศึกษา 0.50% ของเงินต้นที่ชำระครบ

แต่จากการตรวจสอบของทีมงาน IT-Digest พบว่า แม้เวลาดำเนินโครงการฯนับตั้งแต่วันลงนาม ความร่วมมือจนถึงวันนี้ จะผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน แต่ ขณะนี้ ยังไม่มีนิสิต นักศึกษาคนใดสามารถซื้อโน้ตบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หรือ เงินผ่อน จากโครงการฯนี้ได้เลย

รศ.ดร.วันชัย ริ้วไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการศึกษา สกอ. ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการฯ ชี้แจงว่า ความล่าช้าของโครงการฯ มีสาเหตุหลักมาจากธนาคารออมสินใช้เวลาพิจารณาเงื่อนไข และหลักเกณฑ์เพิ่มเติม เกี่ยวกับการให้สินเชื่อและวิธีการชำระเงินกู้ของนิสิต นักศึกษานาน ส่วนสาเหตุอื่น มาจากความล่าช้าในการจัดเตรียมใบสั่งจองโน้ตบุ๊ก แบบคำขอสินเชื่อและแบบสอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติม ที่ต้องรอรายละเอียดเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อก่อน โดยระหว่างที่รอก็ถือเป็นโอกาสดีที่นิสิต นักศึกษาจะได้มีเวลาตัดสินใจเลือกสเปกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเอง

ผอ. สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา ชี้แจงต่อว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารออมสินได้ส่งเงื่อนไขและหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอสินเชื่อมาให้ สกอ. แล้ว โดย สกอ. ได้ส่งต่อหลักเกณฑ์ดังกล่าว และเอกสารทั้งหมดให้กับแต่ละมหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมโครงการฯ หลังจากนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องส่งแบบสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกลับมายัง สกอ. ภายในวันที่ 28 มกราคม 2548 และ สกอ. จะรวบรวมและส่งต่อให้ธนาคารออมสิน เพื่อนำกลับไปพิจารณาและทำสัญญากับแต่ละมหาวิทยาลัยต่อไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าประมาณต้นเดือน กุมภาพันธ์ 2548 แต่ละสถาบันการศึกษาก็จะเปิดให้นิสิต นักศึกษา สั่งซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กได้ทันที

ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารออมสิน ในฐานะผู้ประสานงานโครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เพื่อการศึกษา อธิบายว่า สาเหตุที่ธนาคารออมสินใช้เวลาในการพิจารณาเงื่อนไข และหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเป็นเวลานาน เพราะต้องเป็นไปตามขั้นตอนและเกิดประโยชน์กับนิสิตนักศึกษาที่ขอสินเชื่อ รวมทั้งสถาบันการศึกษาที่ต้องรวบรวมเงินกู้มาส่งให้ธนาคารในแต่ละเดือนให้มากที่สุด ที่สำคัญคือ ต้องไม่ทำให้การปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เพื่อการศึกษาต้องเป็นภาระกับนิสิต นักศึกษาที่ขอสินเชื่อจนเกินไป

แหล่งข่าวจากธนาคารออมสินคนเดิม อธิบายต่อว่า ก่อนเริ่มให้บริการสินเชื่อ ธนาคารออมสินจะต้องเซ็ญสัญญากับแต่ละสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมรับผิดชอบในการขอกู้เงินของนิสิตนักศึกษา ส่วนนิสิตนักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาที่ไม่เข้าร่วมโครงการฯ จะไม่สามารถขอใช้สินเชื่อเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กได้ อย่างไรก็ตาม นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ สามารถขอสินเชื่อโดยตรงจากธนาคารออมสินได้ผ่าน "โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา" ในอัตราดอกเบี้ย 7.25 ต่อ

ล่าสุด พบว่า มีสถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลทั้งสิ้น 97 แห่ง จากทั้งหมด 160 แห่งทั่วประเทศ ตอบรับเข้าร่วมโครงการฯ

แม้ว่าโครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา จะประสบปัญหาล่าช้ามาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็เห็นได้ว่าทั้งอาจารย์ผู้รับผิดชอบ และตัวนิสิตนักศึกษาเอง ต่างยังมีความหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เพราะเชื่อว่าจะทำให้นิสิต นักศึกษาสามารถเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กได้ง่ายขึ้น แต่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้มหาวิทยาลัยอีก 63 แห่งทั่วประเทศ ยังไม่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งๆ ที่มองดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งนิสิต นักศึกษาและตัวมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

ความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อข้าราชการไทยในปี 2546 ที่ทำให้ข้าราชการจำนวนมากเสียเวลาในการรอคอยการส่งมอบเครื่องนานตั้งแต่ 3-8 เดือน หรือกว่าที่จะได้รับเครื่องก็ตกรุ่นไปเสียแล้ว อาจจะยังเป็นภาพหลอนที่ทำให้ผู้บริหาร ของมหาวิทยาลัยเหล่านั้น ตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการดังนั้น ต่อไปนี้จึงต้องจับตามองว่า คำตอบสุดท้ายของโครงการนี้จะเป็นอย่างไรและที่สำคัญคือ ใครจะได้ประโยชน์สูงสุด

ครับก็ยังเป็นที่ตั้งตารอกันต่อไป สำหรับโน้ตบุ๊กเอื้ออาทร อ้างอิงจาก http://thairath.co.th เขียนโดยคุณณัฐพล ทองใบใหญ่

เรื่องลึกๆ แต่ไม่ลับ ของโทรศัพท์มือถือ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การสื่อสารมิได้หยุดอยู่ที่เพียงการ
สนทนา การพูดคุย กันเท่านั้น ปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 3G (Third Generation) ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ทั้งแบบตัวอักษร (Text), ภาพเคลื่อนไหว (Animation), เสียง (Sound), กราฟฟิก (Graphic) ทำให้การติดต่อสื่อสารได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นประเทศไทย ปัจจุบันความตื่นตัวของการใช้โทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone) กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ผู้บริโภคมีสิทธิและโอกาสที่จะตัดสินใจในการเลือกใช้โทรศัพท์มือถือจากที่ใดก็ได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการเองได้ ทั้งนี้เพราะบริษัทผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็น AIS, DTAC, ORANGE ได้มีการปลดล็อกหมายเลขประจำเครื่อง หรือที่เรียกกันติดปากว่า อีมี่ แล้วนั่นเอง ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถนำเครื่องโทรศัพท์ของตน ไปใช้กับระบบเครือข่ายอื่นได้ แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยในปัจจุบันคลื่นความถี่ที่ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์ มือถือจะมีความถี่อยู่ที่ 900 MHz และ 1800 MHz ทั้งระบบ CDMA และ GSM ในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะมีความถี่ 1900 MHz เกิดขึ้นมาอีก ดังนั้นผู้บริโภคที่นำเครื่องจากที่อื่นซึ่งไม่ใช่เครื่องที่มาจากบริษัทผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ จะต้องรองรับความถี่ได้ทั้ง 2 ความถี่ (Dual Band) หรือ 3 ความถี่ (Triple Band) ข้างต้น ซึ่งปัจจุบันโทรศัพท์ส่วนใหญ่ก็สามารถรองรับการทำงานกับระบบ 2 ความถี่ได้ เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นก่อนที่จะเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือควรตรวจสอบ คุณสมบัติของเครื่อง ว่าสามารถทำงานในแบบ 2 ความถี่ (Dual Band) ได้หรือไม่เสียก่อนจะได้ไม่ต้องมาเปลี่ยนเครื่องอีกภายหลัง หรือถ้าจะให้สามารถรองรับการใช้งานในอนาคตได้ ก็เลือกเครื่องที่สามารถรองรับการทำงานแบบ 3 ความถี่ (Triple Band) ไปเลยสำหรับผู้ที่ซื้อเครื่องโทรศัพท์มือถือหลังจากที่ได้มีการปลดล้อกอีมี่แล้ว สามารถนำ
ซิม ของผู้ให้บริการใดๆ ใส่ก็ได้ แต่สำหรับผู้ที่ซื้อเครื่องโทรศัพท์ก่อนหน้าที่จะมีการปลดล็อคอีมี่ เครื่องโทรศัพท์นั้นจะยังไม่สามารถนำไปใช้กับระบบอื่นได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบริษัทใดทำการล็อกอีมี่ของตนเองแล้ว เพราะเครื่องโทรศัพท์นั้นยังมีการล็อก มิให้ใช้กับซิมระบบอื่นอยู่ เราเรียกว่า SP Lock ลองมาศึกษาการล็อกระบบโทรศัพท์กันดูนะครับ
IMEI คืออะไร อีมี่ เป็นคำย่อของ International Mobile Equipment Identity Number โดยสามารถดูหมายเลข IMEI ของเครื่องโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องได้โดยการกดปุ่ม *#06# จะขึ้นตัวเลข 15 ตัวที่หน้าจอโทรศัพท์ แม้ว่าจะไม่ได้ใส่ซิมก็ตาม ซึ่งสามารถกดได้ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ อธิบายอย่างง่าย ๆ IMEI ก็คือหมายเลขประจำเครื่องโทรศัพท์มือถือ ซึ่งโดยปกติแล้วเลข IMEI นี้จะไม่ซ้ำกัน ทีนี้พอเอา sim card ใส่ไปในเครื่องโทรศัพท์แล้วเปิดเครื่อง sim จะอ่านเลข IMEI แล้วส่งไปยัง Service Provider เจ้าของ sim นั้น ๆ เช่น AIS, DTAC, DPC 1800, Orange เพื่อติดต่อลงทะเบียน IMEI มือถือเครื่องนี้กับระบบ (Register) เพื่อให้ระบบเปิดสัญญาณให้ใช้

ในกรณีที่ 1 ถ้าคุณใส่ sim ของ GSM หรือ DTAC ระบบ network จะทำการตรวจสอบว่า IMEI ที่เครื่องมือถือส่งมา มีอยู่ในระบบหรือไม่ ถ้ามีก็จะเปิดให้ใช้งานได้ตามปกติ ถ้าไม่มีก็จะไม่อนุญาติให้ใช้งานได้ มือถือคุณก็จะโทรเข้า - โทรออกไม่ได้ ขีดวัดสัญญาณที่หน้าจะจะไม่แสดงว่ามีสัญญาณเลยซักขีดเดียว
ในกรณีที่ 2 ถ้าคุณใส่ sim hello หรือ Orange ระบบ network ของ dpc 1800 หรือ Orange จะไม่ตรวจสอบ IMEI ที่ request ไป แต่จะยอมให้ register เข้าระบบและเปิดสัญญาณให้ใช้งานได้เลย โทรเข้า - ออก โดยที่ไม่สนใจว่า IMEI นั้นมีในระบบหรือไม่ เครื่องที่นำมาจากเมืองนอกถึงใช้ sim hello และ Orange ได้ แต่ใช้ GSM, DTAC ไม่ได้ เมื่อระบบ hello และ Orange ไม่เช็ค IMEI แต่เมื่อนำ sim AIS มาใส่เครื่อง Nokia ที่ซื้อมาจากศูนย์ Orange แล้วกลับใช้งานไม่ได้
การ lock เครื่องลักษณะนี้ เรียกว่า simlock หรือ SP Lock จุดประสงค์ของระบบ digital ตอนแรกเริ่มเดิมทีที่ก่อตั้งกันใหม่ ๆ เค้ามุ่งหมายให้เกิดความสะดวกกับ ผู้ใช้งาน เพราะ simcard ซึ่งเก็บรายละเอียด เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ แยกกันเป็นเอกเทศ กับเครื่องโทรศัพท์ เครื่องโทรศัพท์จะเป็นเครื่องรับ - ส่งสัญญาณเปล่า ๆ ข้อมูลการใช้งานบางส่วนจะอยู่ใน sim card เช่น เบอร์โทรศัพท์ แต่ข้อมูลส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระบบ network ของ SP นั้น ๆ จึงทำให้คุณสามารถ นำ sim card ไปใช้กับเครื่องโทรศัพท์ระบบดิจิตอลเครื่องไหนในโลกก็ได้ทั้งนั้น เมื่อไม่กี่ปีมานี้ โทรศัพท์มือถือยังเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่ใหญ่เทอะทะ แต่ถ้าคุณไปต่างประเทศ คุณแค่เอา sim ใส่กระเป๋าไป แล้วไปถึงสนามบิน เค้ามีเครื่องเปล่าให้เช่าใช้ คุณ ก็เอา sim เสียบลงไปในเครื่อง ก็ใช้งานได้ทันที (sim คุณต้องขอเปิดการใช้งานข้ามประเทศ) นี่คือ concept หลักคร่าว ๆ ของระบบดิจิตอลในยุคเริ่มแรก แต่ต่อมาผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือก็เริ่มคิดวิธีทำการค้าผูกขาดทางการค้า โดยการ lock เครื่องโทรศัพท์ให้สามารถใช้งานกับ sim card ของตัวเอง เท่านั้น ทีนี้ก็เริ่มยุ่ง เพราะถึงจะเป็นระบบ pcn 1800 ด้วยกัน อย่างเช่น (DTAC กับ Orange) แต่ก็ไม่สามารถใช้งานสลับเครื่องกันได้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะสามารถใช้งานสลับกันได้ เพราะเม็ดเงินตรงนี้มันมหาศาลเหลือเกิน ต้นทุนเครื่องจากเมืองนอกไม่กี่พัน เอามาขายหลายหมื่น กำไรเป็นเท่าตัว ( ถึงแม้ทุกบริษัทพูดเหมือนกันว่ารายได้หลักมาจากค่า air time แต่ก็เห็นยังทำ simlock กันแทบทุกบริษัท )
บทสรุปการ Lock เครื่องโทรศัพท์มือถือทั้งหลาย

1.SimLock (SP Lock) อันนี้เป็นการล๊อกเครื่องให้ใช้กับผู้ให้บริการ (Service Provider) นั้น ได้เพียงอย่างเดียว โดย Service Provider จะสั่งให้บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์ ทำการล๊อกมาจากโรงงานเลย หรืออาจจะมาทำโดยช่างที่บริษัทก็ได้ แต่เป็นการล๊อกโดยกระทำทางกายภาพกับเครื่องโทรศัพท์ และนิยม ทำกับโทรศัพท์ราคาแพง ๆ เช่น โนเกีย ถ้าเป็นรุ่นแพง ๆ ดัง ๆ ส่วนใหญ่เครื่องศูนย์จะทำ Sim Lock ครับ เพราะว่าถ้าคุณถือเครื่องที่ติด SimLock ของเค้าอยู่ก็เอาไปใส่ sim ของเจ้าอื่นไม่ได้ครับ
2.PhoneLock เป็นการล๊อก IMEI ซึ่งล๊อกโดย Service Provider ล๊อกสัญญาณกันกลางอากาศเลยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเครื่องแต่อย่างใด กรณีของการล๊อก IMEI ก็อย่างเช่น- เครื่องเปล่าจากเมืองนอก AIS, DTAC ยังคงล๊อก IMEI อยู่ เอาซิมใส่ แล้วเปิดเครื่อง ผลคือเงียบกริบ ไม่มีสัญญาณซักขีด ทางแก้ที่ง่ายที่สุดคือ ซื้อซิมของ Operator เจ้าที่ไม่ล๊อก IMEI คือ DPC และ Orange เอามาใส่ แล้วใช้ได้เลย (ถ้าเครื่องนั้นไม่โดนทำ SimLock มาจาก SP เมืองนอก)- เครื่องไม่จ่ายค่าบริการจนผู้ให้บริการตัดสัญญาณ อันนี้เค้าก็จะล๊อก IMEI ทำให้เครื่องที่มี IMEI ที่จดทะเบียนกับเบอร์ที่ค้างค่าบริการนั้น ใช้งานไม่ได้กลางอากาศ ทางแก้ ถ้าเค้าล๊อก IMEI นี้ เราก็ใส่ IMEI อื่นลงไปแทนหมายเหตุ การแก้ IMEI เครื่องโทรศัพท์มือถือสำหรับในบางประเทศ ยังคงผิดกฎหมายอยู่ - เครื่องหาย หรือโดนขโมย หรือโดนยืมไปแล้วไม่คืน หรือโดนแอบเอาไปเฉย ๆ สำหรับกรณีนี้ให้เราแจ้งกับผู้ให้บริการระบบ เค้าจะทำการล๊อก IMEI ทำให้เครื่องใช้งานไม่ได้กลางอากาศครับ (แต่ว่าตอนนี้บางระบบไม่สนใจล๊อกให้แล้ว)- ถ้าเครื่องแยกเบอร์ขาย จะเจอเยอะที่สุด โนเกีย 3310 เป็นเครื่องพร้อมเบอร์ แต่ทางร้านนำมาแยกขาย โดยลงทะเบียน IMEI ของเครื่องนั้นกับเบอร์นั้น
(จำเป็นต้องทำครับ) ทีนี้ไปซื้อเครื่องมา ส่วนอีกคนซื้อเบอร์ไป เนื่องจากปัจจุบันแทบทุกผู้ให้บริการ
จะยกเว้นค่าประกันเบอร์ ใช้ไปซักสองสามเดือน หนี้ค้างเยอะ ๆ ก็ทิ้งเบอร์ไปเลย ซื้อใหม่ถูกกว่า ทีนี้ศูนย์จะทำการระงับเบอร์นั้น พร้อมยกเลิกหมายเลขประจำเครื่องนั้น (IMEI) ออกจาก Network คนซื้อเบอร์สบายไป กรรมก็ตกแก่ผู้ซื้อเครื่อง ใช้เครื่องไม่ได้เลยแนวทางการแก้ไขเมื่อเครื่องโดนล๊อก หรือซื้อเครื่องมาแล้ว พอเอาซิมใส่เจอคำว่า Simcard Not Accept หรือซื้อมือถือต่อจากเพื่อนมาใช้อยู่ทุกวัน วันดีคืนดี สัญญาณอยู่ ๆ หายไปเลย แล้วไม่หวนคืนมา หรือขึ้นข้อความ Network Registration Fail หรืออะไรทำนองนี้จะทำยังไงดี ก็คือ ติดซิมล๊อก ก็ปลดล๊อก - ติดล๊อก IMEI ก็แก้ IMEI ที่มาบุญครองก็เห็นแอบ ๆ ทำ (แบบโจ๋งครึ่ม) ราคาโดยเฉลี่ยทั่วไปประมาณ 100 - 500 บาทการเช็คโทรศัพท์ Nokia เบื้องต้น ในกรณีที่จะซื้อเครื่องจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มาการดูอีมี่ (Imie) กด *#06# (การดูเลขImieโดยการกด *#06# สามารถดูได้ทุกยี่ห้อ) ดูเวอร์ชั่นและวันที่ออกเวอร์ชั่นของโนเกีย กด *#0000# (ขอย้ำว่าไม่ใช่วันผลิต) ดูอีมี่แล้วเทียบกับเลขที่หลังเครื่อง(ตรงช่องที่ใส่แบตฯ)ว่าตรงกันหรือเปล่า ถ้าไม่ตรงกันแปลว่าอาจทำการดัดแปลงอีมี่ หรือเปลี่ยนบอร์ดเครื่องภายใน ส่วนวันที่ออกเวอร์ชั่นและเวอร์ชั่น จะมีตัวเลขบอก เช่น V5.83 สำหรับเช็คว่าควรเอาไป
อัพเกรดเหรอเปล่า การตรวจเช็คว่าโทรศัพท์Nokia เครื่องนั้นๆ ผลิตเมื่อไหร่ ตรวจสอบได้โดยการกดปุ่ม *#92702689# หน้าจอจะแสดงข้อมูลต่าง ๆ บรรทัดแรกจะมี serial number นั้นก็คือ เลข Imie นั้นเอง บรรทัดต่อไปจะแสดงวันผลิต "MADE" ตรงนี้แหละที่สำคัญ จะบอกได้ว่าเครื่องออกจากโรงงานมาตั้งแต่เมื่อไหร่ (เช่น 0900=ผลิตเดือนกันยายน ปี2000) บรรทัดต่อๆไป คือ วันที่ซื้อและวันซ่อม (เลขปกติจะเป็น 0000 สามารถพิมพ์ป้อนเองได้) สามารถป้อนข้อมูลเองได้ (ตรงนี้ไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรให้ความสนใจ) น่าสนใจอีกตรงที่บรรทัดสุดท้าย Life Timer (แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีในโนเกียทุกรุ่นหรือเปล่า บางรุ่นอาจไม่บอกตรงนี้) ตรงนี้จะบอกเวลาที่โทรศัพท์ถูกใช้งานมาตั้งแต่แรกซื้อ ว่าได้ใช้งานไปนานเท่าไหร่แล้ว (การเข้าเช็ค เวลาจะออกต้องปิดเครื่องแล้วเปิดเครื่องใหม่) วันที่ผลิตและอายุการใช้งาน เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาการซื้อ เพราะถ้าไปซื้อมือถือที่ผลิตนานแล้ว ต่อให้รักษาดี แผงวงจรภายในก็เสื่อมตามเวลา อายุการใช้งานประมาณสองปีแผงวงจรภายในก็เริ่มเสื่อมแล้ว และขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกด้วย เช่น การทำหล่น วางไว้ในที่ร้อนหรือที่ชื้น การเอามือถือมาอัพเกรดเช่น จากเดิมเป็น8210 มาเป็น 8250 นั้น สามารถดูง่ายๆได้จาก กด *#0000# ดูที่ชื่อเฉพาะของโทรศัพท์ จะอยู่บรรทัดสุดท้าย เช่น V5.12 (เวอร์ชั่น) 02/01 (วันที่ออกเวอร์ชั่น) NX-5 <ตรงนี้คือชื่อเฉพาะของแต่ละรุ่น) แต่ข้อจำกัดคือ คุณต้องรู้ชื่อเฉพาะของโทรศัพท์แต่ละรุ่น สามารถเทียบได้กับโทรศัพท์ของเพื่อน อีกทางที่สามารถสังเกตได้คือ เวลากดเข้าไปในเมนู โทรศัพท์ทุกรุ่นจะมีรูปโทรศัพท์เล็ก ๆ ปรากฏอยู่ในเมนูต่างๆ ก็ดูว่าตรงกันหรือเปล่า ถ้าเป็น 8210 อัพมาเป็น 8850 ดูได้ง่ายเพราะรูปจะต่างกัน เดี๋ยวนี้เท่าที่ทราบ เขาสามารถอัพเกรดเวอร์ชั่นได้ สามารถเปลี่ยนได้หลายอย่าง เวลาซื้อก็ดูกันให้ดีๆ ระวังของย้อมแมว
ครับก็พอได้รู้กันอย่างคร่าว ๆ ของเทคโนโลยีโทรศัพท์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันกันพอสมควร ว่าไม่แน่นอนเสมอไปว่าจะได้ของดีราคาถูก หรือราคาไม่ถูกแถมยังได้ของไม่ดีอีกด้วย พอเป็นความรู้เล็ก ๆ น้อย น่ะครับสำหรับการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือครั้งต่อไป

Monday, January 10, 2005

ระบบสารสนเทศ



สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน
โอกาสนี้ผมขอนำท่านผู้อ่านเข้าสู่ความรู้ด้านระบบสารสนเทศ ซึ่งทางผมได้เรียนรู้มาและได้นำมาทดลองทำและก็ออกมาให้เห็นในหน้าเว็ปที่ท่านเห็นนี้ แต่ประสบการณ์อันน้อยนิดของผมในการจัดทำ ยังอาจจะดูไม่เข้าขั้นเป็นมืออาชีพก็ได้ อันนี้ก็ต้องอาศัยคำติชมและคำแนะนำจากท่านผู้อ่านที่ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมด้วยอีกเช่นกัน เอาล่ะเกริ่นมาซะนานเข้าเรื่องกันซะที่ล่ะนะ
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันซะก่อนว่า ระบบสารสนเทศคืออะไร มีความสำคัญอย่างไรซึ่งผมจะได้หยิบยกขึ้นมาให้อ่านกันดังนี้
ความหมายของระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ หมายถึง กลุ่มขององค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กันซึ่งทำการรวบรวมประมวลผล เก็บรักษา และ กระจายสารสนเทศออกไปโดยผ่านกระบวนการกลั่นกรอง หรือ การประมวลผลเพื่อได้สารสนเทศที่ต้องการใช้งานตามเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ คือ สารสนเทศ และเนื่องจากความต้องการสารสนเทศที่ถูกต้องและรวดเร็ว จึงมีการนำคอมพิวเตอร์มาจัดการเข้าระบบสารสนเทศในการรวบรวมจัดเก็บ ประมวลผลและออกรายงานเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องตามความต้องการ หรือการแปลงทรัพยากรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศโดยกระบวนการนำข้อมูลมาประมวลผลและควบคุมกระบวนการทำงานโดยมีทรัพยากรบุคคล ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟแวร์ เป็นเครื่องมือช่วย
ความสำคัญของระบบสารสนเทศ
ปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ ได้เริ่มมองเห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องมีระบบสารสนเทศที่ถูกต้องและ รวดเร็วแม่นยำ เพื่อประโยชน์ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน จึงมีการตั้งเป้าหมายของระบบสารสนเทศเพื่อประโยชน์ดังนี้
เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Effectiveness)
เพิ่มผลผลิต (Productive)
เพิ่มคุณภาพในการบริการลูกค้า (Quality)
ผลิตสินค้าใหม่และขยายผลิตภัณฑ์ (New Product and increase product)
ถ้าจะกล่าวถึงระบบสารสนเทศ กับองค์การมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรก็บอกได้เลยว่าระบบสารสนเทศนี้ถือได้ว่าเป็นระบบหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารองค์การ เพราะระบบสารสนเทศดีจะช่วยให้การเก็บรวบรวมข้อมูลการจัดทำสารสนเทศ การรับและส่งต่อข้อมูล และสารสนเทศทั้งภายในและภายนอกองค์การด้วยเทศโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ดำเนินการเชื่อมโยงอย่างมีระบบ ซึ่งโดยทั่วไปในองค์การจะจัดแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
ระบบสารสนเทศกับการจัดการระดับสูง (Top management)
ในเรื่องการกำหนดแผนแม่บท และแผนกลยุทธ์ในระยะยาวขององค์การไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงแผนการเงินขององค์การอาจกล่าวได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างความสำเร็จหรือความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์การ เลยที่เดียว

ระบบสารสนเทศกับการจัดการระดับกลาง ซึ่งลักษณะของสารสนเทศที่ผู้บริหารระดับกลางต้องการก็จะมีความละเอียดมากกว่าผู้บริหารระดับสูงที่ตัองการเพียงข้อสรุปและลักษณะของการตัดสินใจก็มีแบบแผนในบางส่วน ส่งผลทำให้ทุกหน่วยงานมีการประสานข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจและ ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายในระดับสูงต่อไป

ระบบสารสนเทศกับการจัดการระดับต้น เนื่องจากการบริหารงานประจำวันมีลักษณะที่มีรูปที่แน่นอน มีการกำหนดขั้นตอน วิธีการทำงาน ระเบียบต่าง ๆ ลักษณะการตัดสินใจจึงมีแบบแผนที่แน่นอนและชัดเจน มีลักษณะเฉพาะเรื่อง มีรายละเอียดมาก และ ลึกเฉพาะด้าน การที่มีระบบสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนต่อการจัดการในระดับต้นจะช่วยให้การทำงานในระดับล่างเกิดความคล่องตัว ยังช่วยให้ผู้บริหารระดับต้นสามารถใช้สารสนเทศที่มีอยู่ในการตัดสินใจและวางแผนในระยะสั้นได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพอีกด้วย

โดยความเป็นจริงแล้ว ระบบสารสนเทศสามารถจะมีทั้งระบบสารสนเทศที่ใช้แรงงาน หรือ ระบบสารสนเทศที่ทำงานด้วยมือ (Manual Information Systems) และระบบสารสนเทศที่อิงการใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-Based Information Systems, CBIS) เป็นระบบสารสนเทศซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ และคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์เพื่อทำการประมวลผลและกระจายสารสนเทศ ระบบสารสนเทศโดยส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่อิงการใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้น ระบบสารสนเทศที่จะกล่าวถึงในที่นี้ทั้งหมดจะเป็นระบบสารสนเทศที่อิงการใช้คอมพิวเตอร์



ครับและในการทำเว็ปของผมก็จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและประมวลผลออกมาให้เห็นกันในรูปของสารสนเทศรูปแบบหนึ่ง แต่ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยในการจัดทำนั่นก็คือ
ความเที่ยงตรง ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และทันต่อเวลา อย่างในกรณีผมก็คือต้องส่งให้ทันกำหนดตามที่อาจารย์ผมกำหนดไว้ครับ ฮะ ฮะ ฮะ อันนี้ต้องรีบแน่นอน และข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือก่อนที่จะทำออกมานั้นต้องกำหนดเป้าหมายไว้ด้วยว่าจะทำออกมาให้เห็นในรูปแบบไหน ซึ่งผมเองก็ยังต้องคอยปรึกษาและหาคำแนะนำจากอาจารย์ของผมอยู่เรื่อย ๆ เพื่อการทำเว็ปให้ออกมาดี โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งในปัจจุบันพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการปรับปรุงเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์กับงานสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดบริการรูปแบบใหม่ๆ ขึ้น ในขณะที่ราคาเครื่องมือเครื่องใช้ดังกล่าวลดลงกว่าเดิม ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูล
ในส่วนขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีสารสนเทศกันมากขึ้น โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่ผมศึกษาอยู่นี้ อันนี้พูดกว้างไปเอาใหม่ เอาเป็นว่าในวิชาที่ผมกำลังศึกษาอยู่ละกัน ก็ได้ใช้เจ้าตัวที่เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ไอ้ที่ว่าไม่น้อยนี่ไม่ได้แปลว่า ในห้องที่ผมเรียนอยู่จะมีให้ใช้อยู่พอกับจำนวนนักศึกษาที่เข้ามาเรียนนะครับ ต้องแบ่ง ๆ กันใช้ไป สรุปก็คือมันไม่พอกับความต้องการ เห็นมั้ยล่ะครับว่ามันสำคัญมากขนาดไหน
เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความสำคัญมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานสารสนเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นับแต่การผลิต การจัดเก็บ การประมวลผล การเรียกใช้ และการสื่อสารสนเทศ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนและใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกัน ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
ซึ่งความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศนี้เองทำให้ผมได้ข้อสรุปดังนี้
1.ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมากของแต่ละวันอย่างเป็นระบบ
2.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ เช่น การคำนวณตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน การจัดเรียงลำดับ
3.ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้ทุกครั้งอย่างสะดวก(เก็บไว้ในคอมฯ)
4.ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติ เพื่อการจัดเก็บประมวลผล และเรียกใช้สารสนเทศ
5.ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น
6.ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทาง (Internet)
และที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือคอมพิวเตอร์นี่เอง การมีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้มันทำงานด้วยตัวของมันเองได้ การที่จะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องมีองค์ประกอบด้วยกัน 5 อย่าง ที่ทำงานประสานกัน นั่นก็คือ ฮาร์ดแวร์ (Hardware)ซอฟต์แวร์ (Software) หรืออาจเรียกว่าโปรแกรมก็ได้ ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ สำหรับใช้เป็นตัวกลางระหว่างฮาร์ดแวร์กับผู้ใช้ ทำหน้าที่ควบคุมฮาร์ดแวรซอฟต์แวร์กลุ่มนี้เป็นระบบปฏิบัติการ (Operating System) ซึ่งได้แก่ ดอส (Dos),ยูนิกส์ (Unix) และวินโดวส์ (Windows) 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ได้แก่ โปรแกรมต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับส่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ ข้อมูล (Data) เป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อทำการประมวลผลอย่างใดอย่างหนึ่ง บุคลากร (Peopleware) เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ในด้านต่าง ๆ ซึ่งตัว บุคลากรนี้แหล่ะที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพมากหรือน้อย อันนี้ตอบได้เลยเพราะตอนสอบตอบผิดเลยจำได้แม่น
และต่อมาผมก็ต้องมาทำความเข้าใจถึงการทำงานของคอมพิวเตอร์
ซึ่งประกอบด้วยการทำงานขั้นพื้นฐาน 4 ขั้นตอน
1. การส่งข้อมูลเข้า (Input) คำสั่งหรือข้อมูลต่างๆ จะต้องมีการนำเข้าสู่ระบบเพื่อนำไปประมวลผล โดยผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล เช่น mouse และ keyboards เป็นต้น
2. การประมวลผล (Processing) เมื่อมีการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบแล้ว คอมพิวเตอร์มีหน้าที่ประมวลผลตามคำสั่งที่กำหนดไว้ เช่น การคำนวณเปรียบเทียบต่างๆ
3. การแสดงผลลัพธ์ (Output) ผลที่ได้จากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจ หรือการบริหารงานต่อไป อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ เช่น monitors และ printers
4. การจัดเก็บข้อมูล (Storage) ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลลงบนหน่วยความจำสำรองประเภทต่างๆ ตามความสามารถของคอมพิวเตอร์นั้นๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล เช่น Floppy disks, CD-ROM, hard disks เป็นต้น

ผลจากการที่ได้ศึกษาจาก
http://artnet.chandra.ac.th/moodle ซึ่งผมได้สมัครเข้าเรียนเป็นสมาชิกตามคำบอกของอาจารย์อยู่แล้วทำให้ได้เข้าใจถึงความหมาย ความสำคัญของระบบสารสนเทศ รวมทั้งองค์ประกอบอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยให้การพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเมื่อทำความเข้าใจแล้วก็ต้องทดลองทำด้วยและซึ่งผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเตอร์เน็ต การรับ ส่ง อีเมล ที่เปิดบริการให้เราใช้ได้ฟรี อย่างเช่น http://yahoo.com, ง่าย ๆครับเพียงแค่เข้าไปทำการสมัครโดยคลิ๊กที่ sign up เท่านั้นระบบก็จะให้เราทำการกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป กรอกให้ละเอียดและถูกต้องกันนะครับหากชื่อคุณซ้ำกันในระบบก็ทำการแก้ไขซะใหม่ เสร็จแล้วก็ทำการยืนยันโดยการคลิ๊กที่ปุ่มคำสั่ง submit เท่านี้ระบบก็จะถือว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของระบบและให้คุณเข้าไปใช้เมลฟรี ๆ และมีเมลเป็นของตัวเองแล้วล่ะครับ นอกจากนี้ยังได้เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มของyahoogroup เพื่อรับฟังข่าวสารและการทำกิจกรรมในกลุ่มออนไลน์ที่เว็ปไซท์ชื่อ http://groups.yahoo.com/group/rcumis ผลจากการที่ได้เข้ามาเรียนในวิชานี้ยังทำให้ผมได้เรียนรู้การเข้าไปตั้งกระทู้แนะนำเว็ปไซท์ การเข้าไปแช็ตคุยกันในห้องสนทนา การตั้งกระทู้ถามในเว็ปไซท์ และสุดท้ายก็คือการศึกษาถึงระบบบริหารจัดการสารสนเทศแบบ WCMS หรือระบบบริการและบริหารสารสนเทศผ่านทางเว็ปไซท์ (Website Content Management System)โดยอาจารย์ให้พวกผมมาทดลองใช้ฟรีที่เว็ป http://blogger.com ซึ่งเว็ปนี้เองที่อาจารย์ผมให้พวกเราเข้ามาทดลองใช้กัน ขั้นตอนการสมัครง่าย ๆ เพียง 3 ขั้นตอนเป็นระบบของ CMS(Content Management System)โดยอาจารย์ได้บอกว่าเป็นระบบที่กำลังได้รับความนิยมจัดระบบได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้โปรแกรมออกแบบให้ยุ่งยากและก็ใช้ค่อนข้างง่ายด้วยเพียงแค่พวกคุณเข้าใจระบบ โดยระบบจะมี Modules หรือ block สำเร็จมาให้พร้อมกราฟิกสำเร็จ ซึ่งทางตัวผมเองก็ได้ทำการทดลองใช้จนออกมาให้เห็นเป็นหน้าตาในลักษณะนี้แหล่ะครับ นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้อีกหนึ่งเว็ปซึ่งเว็ปนี้ช่วยให้เราสามารถโหลดภาพไปเก็บได้และนำภาพเหล่านี้มาใช้ประกอบในหน้าเว็ปของเราได้นันก็คือ http://filkr.com โดยเราจะต้องเข้าไปทำการสมัครเสียก่อน ซึ่งก็เหมือนกับการสมัครในเว็ปอื่น ๆ ก่อนหน้า จากนั้นจึงทำการอัพโหลดภาพ โดยคลิ๊กที่ปุ่ม Upload photoซึ่งระบบจะให้เรากำหนดว่าภาพไหนที่เราต้องการจะให้โหลดขึ้นมา ซึ่งเราเองจะต้องมีภาพอยู่ในเครื่องของเราเองด้วย เมื่อทำการเลือกภาพเสร็จเรียบร้อย ก็คลิ๊กที่ปุ่มคำสั่ง upload ระบบก็จะทำการอัพโหลดภาพให้มาขึ้นอยู่ในหน้าเว็ป ของมันเอง และสุดท้ายต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ ผศ.ประชิด ทิณบุตร อาจารย์ผู้สอน ที่ทำให้ผมได้นำเสนอผลงานชิ้นนี้ออกมา โดยเนื้อหาที่ได้อ้างอิงจาก http://artnet.chandra.ac.th/moodle ผมในฐานะผู้จัดทำหวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์กันไม่มากก็น้อยละครับ